การไปเยือนทำเนียบขาวของ อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา น่าจะส่งผลอย่างสูงต่ออนาคตของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน โดยมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะมุ่งสร้างความร่วมมือกับจีนมากขึ้น ขณะที่ลดทอนการประจันหน้ากันลงมา

การเดินทางไปทำเนียบขาวของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี เพื่อ “การเยือนพร้อมเจรจาทำงานอย่างเป็นทางการ” (official working visit) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีส่วนซึ่งโดดเด่นสะดุดหูสะดุดตาที่สุด ตรงน้ำเสียงอันค่อนข้างเงียบเชียบในเวลาพาดพิงถึงหัวข้อสำคัญที่สุดของการหารือระหว่างเธอกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน นั่นก็คือในเรื่องว่าด้วยจีน

แมร์เคิลนั้นเป็นรัฐสตรีผู้มีประสบการณ์สูง โดยที่เชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมในเรื่องการลงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่พึงปรารถนาสำหรับเธอ

เธอเห็นพ้องกับไบเดนในเรื่องที่ว่า ความสัมพันธ์กับจีนเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องให้ลำดับความสำคัญสูงๆ เป็นจำนวนมากในด้านนโยบายการต่างประเทศทุกวันนี้ โดยที่ “ตรงไหนก็ตามทีที่ไม่มีหลักประกันในเรื่องสิทธิมนุษยชน เราก็จะส่งเสียงของเราให้ได้ยินกัน และสร้างความชัดเจนขึ้นมาว่าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้” ทว่า เยอรมนี “ยังให้ความสนับสนุนเช่นกันในเรื่องการรับรองบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกๆ ประเทศของโลกนี้”

แมร์เคิลเปิดเผยว่า เธอกับไบเดน “หารือกับถึงมิติต่างๆ จำนวนมากของการร่วมมือกัน และในเรื่องการแข่งขันกับจีนด้วย ไม่ว่าจะในแวดวงเศรษฐกิจ, ในแวดวงการพิทักษ์ปกป้องภูมิอากาศ, ในเรื่องของภาคการทหารและว่าด้วยความมั่นคง” –นี่ทำให้เป็นที่กระจ่างว่า เธอเห็นว่าไม่สามารถที่จะประทับตราจีน เพียงด้วยการพิจารณาเงื่อนไขแบบมิติเดียวว่าอยู่ในฐานะที่เป็นศัตรู

ทั้งนี้แมร์เคิลบอกว่า “มีความเข้าใจร่วมกันอยู่มากมายทีเดียว (ระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐฯ) ว่า จีนนั้นในหลายๆ เรื่องแล้วเป็นคู่แข่งขันของเรา” และในการค้าขายกับจีน “จำเป็นที่จะต้องยืนหยัดยึดมั่นบนสมมุติฐานที่ว่า เราจะต้องมีสนามแข่งขันแบบที่มีความเรียบเสมอกัน” ครั้นแล้วเธอก็ชี้ออกมาว่า “พลังผลักดัน” เบื้องหลังข้อตกลงอียู-จีนว่าด้วยการค้า ซึ่งมีการเจรจาออกมาจนสำเร็จในขั้นหลักการเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว –ถึงแม้สร้างความไม่พอใจให้แก่คณะบริหารไบเดนเป็นอย่างมากก็ตามที เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าที่เป็นธรรม

ในความเป็นจริงแล้ว แมร์เคิลเน้นย้ำความสำคัญว่า ข้อตกลงที่ทำกับจีนในเดือนธันวาคมนี้ ยังเป็นการผูกพันปักกิ่งให้ “ต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานหลักๆ ในเรื่องแรงงาน” ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization หรือ ILO) –นี่ก็คือการพาดพิงตอบโต้อย่างอ้อมๆ ถึงการที่สหรัฐฯพยายามกดดันให้ร่วมกันลงโทษคว่ำบาตรจีนด้วยข้อกลาวหาว่ามีการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงนั่นเอง

แมร์เคิล “เชื่อมั่นว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี … ในด้านต่างๆ จำนวนมากมาย” แต่กระนั้น “เห็นได้ชัดเจนว่า มันเป็นความถูกต้องชอบธรรมของจีนเช่นกัน ในการที่มีความปรารถนาจะเป็นผู้นำในทางนี้ด้วย แต่ ขอยกเป็นตัวอย่างนะ เราจะร่วมมือกันในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าล้ำยุคจำนวนมากมาย –ตัวอย่างเช่น ชิป” แมร์เคิลกล่าวต่อ

“แล้วมันก็มีเรื่องผลประโยชน์ เห็นได้ชัดว่า –บางครั้งผลประโยชน์ก็ไปกันคนะทาง แต่บางครั้งก็เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เป็นที่ชัดเจนว่าเราก็มีด้านที่พวกบริษัทอเมริกันแข่งขันกับบริษัทยุโรป และเราจำเป็นต้องยอมรับสภาพเช่นนี้ แต่ดิฉันคิดว่าโดยพื้นฐานแล้ว กฎเกณฑ์ในเรื่องที่ว่าเราจะรับมือกับจีนยังไงนั้น ควรที่จะต้องยึดโยงอยู่กับค่านิยมที่มีอยู่ร่วมกันของพวกเรา”

หัวใจของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า ไบเดนน่าที่จะกำลังขยับเข้าใกล้มากขึ้นกับสิ่งที่แมร์เคิลคิดเห็นเกี่ยวกับจีน มีความเป็นไปได้อยู่มากที่ว่า ตัวไบเดนเองก็อยู่ในอารมณ์ความรู้สึกขบคิดพินิจพิเคราะห์ ภายหลังจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในบรรยากาศแบบเป็นทางการและแบบไม่เป็นทางการ กับพวกผู้นำฝ่ายตะวันตก รวมทั้งตัวแมร์เคิลด้วย จากการที่เขาตระเวนเยือนยุโรปเมื่อเดือนที่แล้ว โดยที่เวลาส่วนใหญ่ทีเดียวมีการพูดเรื่องเกี่ยวกับจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อย่างไรก็จำเป็นต้องพูดถึง

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ระหว่างที่ เจค ซุลลิแวน (Jake Sullivan) ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวในแบบเปิดเผยต่อสาธารณ มีร่องรอยแฝงเร้นอยู่มากมายทีเดียว ว่ากำลังมีการขยับปรับเปลี่ยนใหม่ๆ ในเรื่องนโยบายว่าด้วยจีนของสหรัฐฯ โดยที่ซุลลิแวนบอกล่าวให้เป็นที่ทราบกันว่า ไบเดน “ตั้งหน้าตั้งตาที่จะมีโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) เพื่อการก้าวไปข้างหน้า”

ซุลลิแวนกล่าวอีกว่า “อีกไม่นานเกินรอ เราจะนั่งลงเพื่อจัดทำรูปแบบวิธีการอันถูกต้องเหมาะสมสำหรับที่ท่านประธานาธิบดีที้งสองจะมีปฏิสัมพันธ์กัน” โดยที่เขาพูดถึงขนาดว่า ไบเดนมีความมุ่งมั่นผูกพันที่จะ “ทำให้แน่ใจว่าเราจะมีการสื่อสารโดยตรง (กับประธานาธิบดีสี) แบบชนิดที่ (ได้สื่อสารโดยตรง) กับประธานาธิบดีปูตินเมื่อวานนี้ ซึ่งเราพบว่ามีคุณค่ามาก … ถึงตอนนี้คำถามอยู่แค่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและอย่างไรเท่านั้น”

มีหลักฐานชัดเจนว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซุลลิแวนก็อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมมาโดยตลอด ถึงตอนนี้เราจึงได้ยินข่าวว่า รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ เวนดี้ เชอร์แมน (Wendy Sherman) มีกำหนดพบหารือกับ รองรัฐมนตรีต่างประเทศจีน เซี่ย เฟิง (Xie Feng) ที่เมืองเทียนจิน เมืองท่าสำคัญของจีนในสัปดาห์นี้

ขณะที่รายงานข่าวเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์รายวัน เนซาวิซิมายา กาเซตา (Nezavisimaya Gazeta) ของรัสเซีย ได้แสดงความคิดเห็นว่า “ถึงแม้ทำเนียบขาวได้ประทับตราจีนว่ามีศักยภาพที่จะเป็นศัตรูตัวฉกาจ แต่ไบเดนก็เชื่อว่าการติดต่อกันแบบเจอะเจอกันซึ่งหน้าจะทำให้เกิดความกระจ่างขึ้นมาว่า ประเด็นปัญหาใดที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถพบว่ามีสิ่งที่ร่วมกันอยู่ และประเด็นปัญหาใดที่ไม่มีสิ่งนี้”